วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

หลวงพ่อโต(องค์โต) ที่วัดโบสถ์ ปทุมธานี


ประวัติวัดโบสถ์

วัดโบสถ์
       วัดโบสถ์ ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา สร้างเมื่อ พ.ศ.2164 โดยชาวมอญที่อพยพมามาจาก[เมืองหงสาวดีและเอาชื่อหมู่บ้านที่ตนอพยพมาอาศัยอยู่ ตั้งเป็นชื่อวัดและได้สร้างเสาหงษ์ขึ้นไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองหงสาวดี มีโบราณสถาน และโบราณวัตถุ คือสิ่งสำคัญอยู่คู่วัดโบสถ์ วิหารพระรามัญทรงเครื่อง (หลวงพ่อรามัญทรงเครื่อง) พระแสงอาญาสิทธิ์ ของเก่าแก่จากรามัญ ช้างสีเศียรใช้ติดตั้งประดับหัวเสา อายุเก่าแก่ถึง 150 ปี สร้างด้วยทองคำสัมฤทธอยู่ในโบสถ์เก่าของวัดและรูปปั้นสุนัขขย่าเหลหล่อด้วยตะกั่วที่อดีตเจ้าอาวาสได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ในครั้งที่เสด็จประภาสเมืองสามโคก ต่อมาเปลี่ยนเป็นเมืองปทุมธานี
        ด้านหน้ารูปปั้นเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์โต  จะมีศาลาที่เจ้าหน้าที่จัดบริการผ้าไตร ดอกไม้ธูปเทียน ให้ทำบุญตามศรัทธา ได้จุดธูปไหว้พระ และสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ที่ มีรูปปั้นหลวงพ่อโตขนาดย่อมสำหรับให้ปิดทองทำบุญ
        บริเวณลานธรรมหลวงพ่อโต มีวิหารคตล้อมสร้างในรูปแบบสมัยใหม่ ในวาระเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา เมื่อ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550 และรอบๆนั้นยังมีศาลต่างๆที่ประดิษฐานหลวงพ่อเหลือพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนต้นสร้างด้วยศิลาทรายปางมารวิชัย ปิดทองคำเปลวทั้งองค์ หลวงพ่อเหลือองค์นี้เป็นพระเก่าแก่องค์หนึ่งในเก่า ซึ่งมีทั้งหมด 12 องค์ แต่ทุกองค์ถูกโจรใจบาปลักลอบตัดเศียรไป เหลือเพียงองค์เดียวที่ไม่ได้ถูกโจรกรรม ผู้คนจึงเรียกว่า หลวงพ่อเหลือ ทางวัดได้นำมาเก็บรักษาไว้และต่อมา ก็ได้นำมาให้ผู้คนสักการบูชาถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญของวัด และยังมีศาลาโดยรอบที่ประดิษฐานองจตุคามรามเทพ ศาลาพระสีวลี
       อุโบสถวัดโบสถ์สร้างใหม่เมื่อราว 50 ปีมานี้ บนพื้นที่อุโบสถเดิมซึ่งทรุดโทรมพังทลายลง ลักษณะอาคารเป็นทรงไทย ประดับตกแต่งด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ตามแบบอยุธยา แต่ที่ผนังภายนอกด้านหน้าเขียนภาพพุทธประวัติ ตอนเสด็จลงจากดาวดึง
        บริเวณริมน้ำมีแพสำหรับให้อาหารปลาและก็มีสายพันธ์มากมายเลยที่เดียว แถมยังเป็นจุดชมวิวที่สวยอีกจุดหนึ่งด้วย  บริเวณโดยรอบมีซุ้มอาหารและร้านขายของกินและของที่ระลึกมากมาย จากฝีมือชาวบ้านท้องถิ่นที่รสชาติอร่อย



องค์พระรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์
       จัดสร้างโดยคณะศรัทธาวัดโบสถ์ นำโดย นายวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ (อุ๊ กรุงสยาม) คนดังวงการพระเครื่อง และด้วยการสนับสนุนจากคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตและ มหานิกายได้จัดสร้างรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เทศนาธรรมองค์ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย ความสูง 28 เมตร ถวายวัดโบสถ์




การเดินทาง
       หากมาทางจังหวัดปทุมธานีให้ขับรถไปตามเส้นทางอำเภอสามโคก ขับเลยตัวอำเภอไป ผ่านวัดจันทน์กะพ้อไปเล็กน้อยก็จะเห็น ทางแยกขวามือ ซึ่งก็จะมีป้ายบอกทางอีกเช่นกัน....ขับไปตามถนนอีกประมาณ 4-5 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางขวามือจากถนนวงแหวนตะวันตก ใช้ทางด่วนบางปะอิน วิ่งจนถึงด่านบางปะอิน แล้วให้แยกซ้ายออกมาทางสามโคก เข้าเส้นกาญจนา ภิเษก (สาย 9) พอข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะเห็นองค์หลวงพ่อตั้งอยู่ พอลงจากสะพานก็ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนชลประทาน อีก 1-2กม. ก็ถึงทางเข้าวัดซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ

ประวัติวัดหงษ์ปทุมาวาส

วัดหงษ์ปทุมาวาส
       ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี โทรศัพท์ o๒-๕๘๑๖๒๕๒ วัดหงษ์ปทุมาวาสตั้งอยู่เลขที่ ๓๕ บ้านคลองบางปรอก ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินที่ตั้งวัด เนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๕๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๕๔๑๖, ๕๔๑๗, ๑๓๔๗
       พื้นที่ตั้งวัด
ด้านทิศเหนือยาว ๓ เส้น ๑oวา ติดต่อกับที่ดินเอกชน
ด้านทิศใต้ยาว ๔ เส้น ๑๕ วา ติดต่อกับคลองบางโปร่ง
ด้านทิศตะวันออกยาว ๒ เส้น ๕ วา ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ด้านทิศตะวันตก ๔ เส้น ๓ วา ติดต่อกับที่ดินเอกชน

       สภาพของวัด
เป็นที่ราบลุ่มริมฝั่ง ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา

       ประวัติเดิม
วัดหงษ์ปทุมาวาสได้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๓๑๗ โดยมีชาวมอญซึ่งอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์ได้พำนักอาศัยอยู่ที่เมืองปทุมธานี ได้สร้างวัดขึ้นและขนานนามว่า “วัดหงษา” ตามชื่อเสียงหงสาวดีเมืองหลวงของชาวมอญโดยสร้างเสาหงษ์ไว้เป็นเอกลักษณ์ด้วย ต่อมาได้เปลี่ยนนามวัดเป็นวัด “วัดหงษ์ปทุมาวาส” เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๓ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ ๓oธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๔ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔o เมตร ยาว ๖o เมตร และได้ดำเนินการผูกพัทธสีมาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ ๑o เมษายน พ.ศ.๒๕๒๕

       การศึกษา
ทางวัดได้เปิดการสอนพระปริยัติธรรมเริ่มตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๘o

       ปูชนียวัตถุภายในวัด
วัดนี้มีปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระประทานในอุโบสถเป็นพระพุทธชินราชจำลอง ปางมารวิชัย เจดีย์มอญมีเสาหงษ์ หอระฆังแบบรามัญ เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ที่มาเนื้อหา : http://watpathumthani.org/?p=525








ที่มารูป : http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2009/11/Y8563766/Y8563766.html

       รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว
  วัดหงษ์ปทุมาวาส เดิมชื่อ วัดหงษา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง ใกล้กับตลาดสดเทศบาลปทุมธานี สร้างขึ้นสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ผู้ริเริ่มก่อสร้างไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด วัดหงษ์ปทุมาวาส เป็นวัดของชนชาวมอญ ที่ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่ตำบลบางปรอก โดยการนำของพระยาเจ่ง เมื่อครั้งที่ได้ต่อสู้กับกองทัพพม่า แต่สู้ไม่ได้ พระยาเจ่งจึงได้พาครอบครัวชาวมอญอพยพมากรุงธนบุรี เพื่อหวังพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช)พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวชาวมอญที่มากับพระยาเจ่งพักอาศัยอยู่ที่เมืองสามโคกและเมืองนนทบุรี  
            สิ่งที่น่าเชื่อถือว่า วัดหงษ์ปทุมาวาส เป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยชนชาวมอญ คือ สัญลักษณ์ของชนชาวมอญ ประการแรก คือ เสาหงษ์  และตัวหงส์บนยอดเสา ซึ่งหมายถึง เมืองหงสาวดี ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของชนชาวมอญ ประการที่สอง คือ เจดีย์ทรงมอญ ซึ่งเป็น เจดีย์ที่ได้จำลองแบบมาจาก เจดีย์จิตตะกอง  ประการที่สาม คือ วิหารซึ่งจำลองมาจากกรุงหงสาวดี ปัจจุบันวิหารได้ถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว ในพระอุโบสถมีพระพุทธชินราชจำลองและพระประธานในพระอุโบสถหลังเก่าประดิษฐานเป็นพระประธาน ที่วิหารพระมีรูปหล่อ พระพุทธชินราช หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดเขาตะเครา สมเด็จพระพุทธาจารย์(โต) หลวงปู่เฒ่า หลวงปู่เอี่ยม ที่ชาวบ้านนับถือ และมีศาลาการเปรียญประดับด้วยไม้แกะสลักสวยงาม
            ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2485 ได้เปลี่ยนชื่อจาก วัดหงษา มาเป็น วัดหงษ์ปทุมาวาส จึนถึงปัจจุบัน วัดหงษ์ปทุมาวาสมีเนื้อที่จำนวน 11 ไร่ 3 งาน 32 ตารางวา ชุมชนที่อาศัยบริเวณรอบวัดหงษ์ปทุมาวาส เดิมเป็นชุมชนชาวมอญที่ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) โดยประกอบอาชีพด้านการเกษตรกรรมและการทำเครื่องปั้นดินเผา ในปัจจุบันชาวมอญดังเดิมได้เสียชีวิต บางส่วนย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นบ้าง และชาวมอญรุ่นหลัง ๆ ได้แต่งงานกับคนไทย จนกลายเป็นคนไทยเชื้อสายรามัญ ในปัจจุบัน
               วัดแห่งนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศโครงการอนุรักษ์พันธุ์ปลาหน้าวัด มีพันธุ์ปลาต่างๆ มากมายที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเช่น ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาแรด ปลาตะเพียน และปลาอื่นอีกหลายชนิด ว่ายมาชุมนุมอาศัยกันอยู่เนืองแน่นเพื่อรอรับอาหารจากผู้มาทำบุญไหว้พระที่ วัดและมาเที่ยวที่ "วัดหงษ์ปทุมาวาส"

 ที่มา : http://thai.tourismthailand.org/สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรม/รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว/วัดหงษ์ปทุมาวาส-วัดมอญ--2305

       ภายในโบสถ์
     

ไหว้หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ วัดโบสถ์ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

หลวงพ่อโตองค์ใหญ่
                                   
 สำหรับพุทธศาสนิกชน การได้เข้าวัดทำบุญทำทานนั้น ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยทำให้มีความสุข ความสบายใจมากขึ้น ยิ่งในช่วงวันสำคัญทางศาสนาแล้ว ก็ยิ่งเห็นชาวพุทธหลายคนตั้งใจเข้าวัดฟังธรรมเพื่อความเป็นสิริมงคลกับชีวิตกันมากขึ้น
       
       ในวันวิสาขบูชาปีนี้ ก็มีอีกหนึ่งวัดที่มีผู้คนตั้งใจจะเข้ามาทำบุญกันเป็นจำนวนมาก นั่นก็คือ “วัดโบสถ์” ที่ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี นั่นก็เนื่องจากที่วัดแห่งนี้มีรูปปั้นเหมือนของหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านให้เห็นเด่นชัดอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

                                                                     องค์จตุคามรามเทพ

 วัดโบสถ์แห่งนี้ เดิมเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดสร้อยนางหงษ์” เชื่อกันว่าสร้างขึ้นโดยชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองหงสาวดี มาตั้งรกรากอยู่ในบริเวณนี้ โดยที่บริเวณ อ.สามโคก นั้นเป็นชาวมอญกลุ่มใหญ่ที่อพยพเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และต่อจากนั้นก็ยังมีการอพยพเข้ามาของชาวมอญมาอยู่ในบริเวณนี้อีกหลายครั้ง จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
                                                                      
                                                                       หลวงพ่อเหลือ
   
 พระพุทธรูปสำคัญของวัดแห่งนี้ก็คือ “หลวงพ่อเหลือ” และยังถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองปทุมธานีอีกด้วย โดยหลวงพ่อเหลือเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ที่อยู่กับวัดโบสถ์มานานแล้ว เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสร้างด้วยศิลาทราย ประดิษฐานอยู่บริเวณฐานชุกชีภายในโบสถ์ที่มีทั้งหมด 12 องค์ ต่อมาเมื่อประมาณปี 2507 มีขโมยเข้ามาลักลอบตัดเศียรพระพุทธรูปภายในโบสถ์ และเหลือเพียงหลวงพ่อเหลือเท่านั้นที่ไม่ถูกตัดเศียร จากความศรัทธาของชาวบ้านจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อเหลือ”

สักการะพระสีวลี

 ตามความเชื่อของชาวบ้านนั้น หากมากราบไว้บูชาและปิดทององค์หลวงพ่อเหลือ จะแคล้วคลาดจากอุบัติภัยทั้งปวง ทำการใดก็ได้ดั่งใจ และมีเงินมีทองเหลือเก็บเหลือใช้
       
       นอกจากองค์หลวงพ่อเหลือแล้ว ภายในวัดก็ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกหลายองค์ที่เปิดให้พุทธศาสนิกชนเข้ามาสักการะตามศาลาต่างๆ เริ่มจาก องค์จตุคามรามเทพ ที่อยู่ถัดจากศาลาของหลวงพ่อเหลือ จากนั้นเป็น พระสีวลี ชาวบ้านเชื่อกันว่า พระพุทธคุณของพระสีวลีจะทำให้ผู้บูชาสมปรารถนาในเรื่องลาภยศสรรเสริญ และสมหวังดังที่ตั้งใจทุกประการ

หลวงพ่อโตองค์จำลองให้ปิดทอง

ถัดจากนั้นจะเป็นศาลาที่ทางวัดจัดไว้ให้ได้จุดธูปเทียน และปิดทองรูปปั้นเหมือนหลวงพ่อโตองค์เล็ก ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าของหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ ซึ่งด้านหลังนั้นก็จะเป็นลานธรรมหลวงพ่อโต ที่มีวิหารคดล้อมรอบอยู่ ซึ่งสร้างขึ้นในวาระเฉลิมพระเกียติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2550

                                               ปิดทององค์หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด

 ส่วนหลวงพ่อโตองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่บริเวณนั้น เป็นรูปปั้นเหมือนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมฺรังสี) ในลักษณะเทศนาธรรม และถือเป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพราะมีความสูงถึง 28 เมตร ทั้งนี้ รูปปั้นเหมือนของหลวงพ่อโตองค์นี้สร้างขึ้นจากมวลสารศักดิ์สิทธิ์จากทั่วประเทศ ใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่ง แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2551 ปัจจุบันนักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนนิยมมากราบไหว้สักการะกันเป็นจำนวนมาก

แวะซื้อของกินของฝากหลากหลาย


เมื่อเดินถัดมายังริมแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ยังมีศาลาเล็กๆ ที่ประดิษฐานรูปปั้นเหมือนหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ให้เข้าไปสักการะและปิดทองกันอีกด้วย
       
       ส่วนบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยานั้นจัดทำเป็นเขื่อนคอนกรีตขั้นบันได มีทางเดินให้ลงไปทำทานให้อาหารปลาบริเวณแพด้านล่าง แล้วก็ยังมีซุ้มใต้ต้นไม้ให้นั่งพักผ่อนหลบร้อนกันด้วย

หลวงพ่อโตองค์ใหญ่เห็นเด่นชัดแต่ไกล

________________________________________________________________________
วัดโบสถ์ ตั้งอยู่ที่ ต.บางกระบือ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี การเดินทางจากถนนวงแหวนตะวันตก ใช้ทางด่วนบางปะอิน วิ่งจนถึงด่านบางปะอิน แล้วให้แยกซ้ายออกมาทางสามโคก เข้าเส้นกาญจนาภิเษก (สาย 9) พอข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาก็จะเห็นองค์หลวงพ่อตั้งอยู่ พอลงจากสะพานก็ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนชลประทาน อีก 1-2 กม. ก็ถึงทางเข้าวัดซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ